2007/Apr/26

ต้องยอมรับครับ ว่าเป็นความผิดคาดที่เรื่อง"ผู้ติดตาม"จะดำเนินมายาวนานถึงขนาดนี้ ตอนแรกกะว่าจะเล่าให้เพื่อนๆฟังเพียงคร่าวๆ เพราะคิดว่าคงไม่มีใครสนใจ แต่กลับกลายพลิกความคาดหมายที่เรื่องนี้กลับมีคนอ่าน และรอติดตามอยู่ เลยทำให้เล่ายาวมาจนถึง ตอนที่ 8 ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าคงจะพอแล้วสำหรับเรื่องราวเหนือสามัญสำนึกนี้ แต่ด้วยเรื่องราวของการเดินทางค้นหาความลับของอดีตชาติ และการติดตามของผู้อ่านหลายๆท่าน ทำให้ปัจฉิมบทกลับกลายเป็นการเริ่มต้นของบทใหม่ไป ดังนั้นสำหรับใครที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ แล้วอยากจะย้อนกลับไปอ่านตอนเก่าๆก็สามารถเข้าไปอ่านได้โดยคลิก ที่นี่ เลยครับ หรือเข้าที่ทางสารบัญในลิ้งค์ทางด้านซ้ายมือก็ได้ครับ

ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีใหมครับ กับภาค9ของเรื่องไร้สาระที่ไม่มีวี่แววว่าจะจบนี้

ปริศนาแห่งอดีตชาติ(ผู้ติดตาม) (ภาค 9) : ภาพสะท้อนของสองภพ

* ภาพและความรู้สึกที่สลัดไม่หลุด *

แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด แต่การเดินทางเพื่ออกแสวงหาคำตอบของปริศนาอดีตชาติก็ยังคงไม่สิ้นสุด ความรู้สึกและจินตภาพมากมายต่างเข้ามาแทรกซ้อนทับกับภาพของความเป็นจริงที่เห็น แม้จะลางเลือนเมื่อเทียบกับภาพทัศน์แห่งความเป็นจริง แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำและหนักแน่นเสมออยุ่ในห้วงของความคิด

สายตาคู่นี้ยังคงสอดส่องไปทั่วทุกหนแห่งที่ย่ำกลายผินผ่านเพื่อเสาะหา เศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายของความทรงจำข้ามภพเพิ่มขึ้น โสตประสาทนี้ที่ยังคงตั้งใจฟังเสียงกระซิบที่แว่วผ่านตามสายลมเผื่อว่าจะได้ยลยินสิ่งใด หรือแม้แต่เสียงพร่ำเพรียกที่ไม่มีอยู่จริง ร่างกายนี้ยังคงนำพาตนเองสู่การเดินทางแสนไกลที่เหมือนแม้นว่ามีจุดหมายแต่หากไร้ซึ่งปลายทาง จากที่หนึ่ง สู่อีกที่หนึ่ง

การเดินทางรอนแรมแสนไกลที่โดดเดี่ยว โดยไร้ซึ่งแผนที่หรือเข็มทิศ อาจทำให้ใครต่อใครหลายคนต้องท้อจนล้มเลิก หากแต่มันไม่ง่ายที่จะหยุดก้าวเดิม เมื่อจิตใจที่เหนือสำนึกนำพาให้ต้องก้าวเดินต่อไปเพื่อค้นหาคำตอบที่อาจะกลายมาเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิตต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

แม้นจะยังคงมองไม่เห็นต่ำแหน่งใดที่จะชี้ชัดได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของถนนที่ทอดยาวหลากหลายทางแยกเส้นนี้ แต่ก็เป็นเส้นทางของเราที่ถูกกำหนดให้ก้าวเดินต่อไป

* นิทราแห่งโลกราตรี *

ร่างกายที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางรอนแรมแสนไกลได้ทิ้งตัวเองลงบนที่นอนในตรีที่มืดมิดคืนหนึ่งท่ามกลางความเงียบงันที่ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของตัวเอง แต่ห้วงความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับภาพความทรงจำเก่าๆที่ฉายอยุ่บนแผ่นผ้าของรัตติกาล จนกระทั่งดวงตาเริ่มพร่ามัว และเปลือกตาเริ่มปิดลงอย่างช้าๆ

ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วห้วงนทีของความคิด ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยภาพบรรยากาศของสถานที่ที่ดูคุ้นตา

* เรือนไม้สีขาวกับบานประตูที่ถูกปิดผนึก *

ภาพที่เห็นอยุ่เบื้องหน้าคือ เรือนไม้เก่าๆสีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเนินใต้แสงสลัวของเงาจันทร์ในคืนที่เงียบสงัดจนได้ยินแม้เสียงลมหายใจของราตรีกาลและเสียงเสียดสีของเหล่าสุมทุมพุ่มพฤกษ์

อีกครั้งที่ได้กลับมายังที่นี่ สถานที่ที่ไม่รู้ว่าอยู่ในที่แห่งใด หรือมุมใหนของโลก แต่มากไปด้วยความคุ้นเคยและผูกพันธ์

ผมมองทอดยาวผ่านความมืดไปยังตัวบ้าน แล้วจึงๆค่อยก้าวเท้าย่ำเดินไปตามผืนหญ้าที่ส่องประกายของน้ำค้างสะท้อนกับแสงของดวงจันทร์ ผมคงไม่สมารถบอกได้ว่าผมปราถนาที่จะพบกับสิ่งใดในการมาเยือนครั้งนี้ เมื่อสติได้ถูกรุมเร้าด้วยเรื่องราวต่างๆมากมายอย่างวนเวียนและสับสน

ภาพของเรือนไม้หลังใหญ่เริ่มเคลื่อนใกล้ๆเข้าไปทุกทีที่ผมย่ำท้าวก้าวเดินผ่านความมืดนี้

ไม่นานนักผมก็พาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังนี้อีกครั้ง ทุกสิ่งยังคงเป็นเหมือนเดิมกับเมื่อครั้งที่แล้วที่ผมได้มาเยี่ยมเยือนบ้านสีขาวหลังนี้ ผมเริ่มกวาดสายตามองไล่ไปตามตัวบ้านแต่ละส่วนเพื่อสำรวจเผื่อว่าผมจะพบอะไรที่จะบอกได้ว่า ผมมาที่นี่อีกครั้งเพื่ออะไร

แต่ผมก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากความเงียบ และความรู้สึกโดดเดี่ยว ที่ผสานมากับไอหนาวของค่ำคืนและความโศกเศร้าของภาพแห่งความทรงจำ แต่ผมคงไม่สามารถที่จะเดินถอยหลังกลับได้ เมื่อผมหันหลังกลับไปและพบเพียงแค่ทุ่งหญ้าและความมืดมิดที่กว้างใหญ่แค่นั้นเอง

ผมหันกลับมามองที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง บานประตูจำนวนมากที่เรียงรายอยุ่ตามแนวระเบียงหน้าบ้าน ทำให้ผมคิดถึงเมื่อครั้งก่อนๆที่ผมได้มาที่นี่และพบว่าบานประตูสีขาวต่างๆเหล่านั้นล้วนแต่ถูกปิดล้อคไว้ทั้งสิ้น

ผมตัดสินใจเดินไปยังประตูแต่ละบาน จากบานหนึ่ง สู่อีกบานหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งที่ไม่มีประตูบานใหนเลยที่ทอดยาวบนระเบียงชั้นหนึ่ง จะถูกปลดผนึกรอให้ผมได้ย่างกรายเข้าไป

* ห้องสีขาว และเงาเทียน *

ผมเดินผ่านบันไดที่ทอดสู่ชั้นสองอย่างช้าๆ ทั้งๆที่ในใจก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าผมหวังว่าจะเจออะไรอยู่หลังประตูแต่บาน จนในที่สุดผมก็มาหยุดยืนเมื่อผมได้เดินขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ภาพความทรงจำเก่าๆย้อนกลับมาอีกครั้ง ภาพความทรงจำของประตูบานเดียวที่ไม่ถูกปิดผนึก

เสียงฝีท้าวที่ก้าวเดินของผมยังคงดังกึกก้องสะท้อนอยุ่ในความมืดมิดของตัวบ้านอย่างช้าๆและสม่ำเสมอ จะกระทุ่งเสียงนั้นมันก็หยุดลงเมื่อผมพบว่าได้พาตัวเองมาหยุดยืนอยุ่หน้าประตูสีขาวเพียงบานเดียวที่ไม่ได้ถูกลงกลอนไว้

ความสับสนของห้วงคำนึงทำให้ผมหยุดยืนอยู่อย่างนั้น ผมยังคงหาคำตอบอยู่ลึกๆในใจว่ผมปราถนาที่จะเจออะไรหลังประตูบานนี้นอกจากห้องสีขาวที่ดูเคว้งคว้างและเงียบงัน แต่ถึงแม้กระนั้นผมก็ยังคงไม่รู้อยู่ดีว่าผมหวังว่าจะเจออะไร หรือผมว่าจะเจอภาพเดิมอีกครั้งภาพของหญิงชุดขาวที่แขวนคอตัวเองไว้กับเชือกกลางห้อง

แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะรออยุ่หลังประตูก็ตาม ผมก็พร้อมที่จะเผชิญกับมัน ผมจึงค่อยๆยื่นมือออกไปจับที่ลูกบิดประตูอย่างช้าๆ และหมุนมันเบาๆจนได้ยินเสียงกริ้กดังแทรกผ่านความเงียบขึ้นมา

บานประตูสีขาวค่อยๆเปิดอ้าออก เผยให้เห็นภาพเดิมๆของห้องที่มีแต่เฟอร์นิเจอร์สีขาววางอยู่อย่างเป็นระเบียบ กับแสงจากเปลวเทียน และเงาจันทร์

...ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลยสักคนเดียว

ทันทีที่เสียงดังเอี๊ยดของบานประตูสงบเงียบลง ผมก็ตระหนักได้ในทันทีว่าผมปาถนาลึกๆว่าจะเจอสิ่งใด ความรู้สึกมันบอกตัวเองว่าผมคงปราถนาที่จะเจอกับเธออีกครั้ง หญิงสาวผู้โศกเศร้าในชุดราตรีสีขาวๆม่ว่าจะในแบบใดก็ตาม

แต่หลังบานประตูนี้ไม่มีใครอยู่เลยแม้เพียงสักคนเดียว มีเพียงผมเท่านั้นที่ยืนอยู่ระหว่างความมืดและความเงียบในห้องนี้

* เสียงพร่ำเพรียกและคำตอบของความเงียบ *

" วารี "

ผมส่งเสียงออกไปด้วยความหวังว่าเธอจะโผล่ออกมาจากมุมๆใดสักมุมหนึ่งของห้อง แต่ว่าผมกลับได้คำตอบเป็นเพียงแค่เสียงของลมที่พัดผ่านหน้าต่างกับเสียงของเปลวเทียนที่ไหววูบตามแรงลมเท่านั้นเอง

ผมค่อยๆย่ำเท้าเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ จนมาหยุดยืนอยุ่หน้าโต๊ะกลมสีขาวกลางห้อง ผมได้เพียงแค่กวาดสายตาไปใต้แสงเทียนที่วูบไหวนั้น เพื่อที่จะมองหาบันทึกเล่มสีขาว แต่ผมก็ไม่พบมัน บนโต๊ะมีแค่เชิงเทียนที่ตั้งอยู่ตรงกลางเพียงเท่านั้น

อีกครั้งที่ความว้าวุ่นมันเข้ามาเยี่ยมเยือนข้างในใจผม สติและความคิดต่างจดจ่ออยู่เพียงแค่ที่จะค้นหาคำตอบว่าผมมาที่นี่อีกครั้งเพื่ออะไร หรือว่าเป็นความต้องการของเธอ หญิงสาวนามวารี

ถ้าเป้นความต้องการของเธอ เช่นนั้นเธอต้องการให้ผมใด้เห็นหรือรับรู้อะไร เมื่อรอบตัวผมมีเพียงแค่ความเงียบเท่านั้น หรือว่าคำตอบนี้จะเป็นสิ่งที่ผมต้องค้นหาด้วยตัวของผมเอง

มันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกับความสับสน และว้าวุ่น ผมเริ่มรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะบ้า ผมเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่ากี่ครั้ง หรือเป็นเวลานานเท่าใด ที่ผมได้เพียงหมุนตัวเองมองไปรอบๆเพื่อกวาดสายตาหาจุดเริ่มต้นที่จะเริ่มค้นหาคำตอบ

หัวของผมมันเริ่มหนักขึ้น ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง หรือแม้แต่เสียงหอบหายใจที่ขาดช่วง

ถ้านี่คือข้างในตัวผม สถานที่และความรู้สึกที่แทรกตัวหลบซ่อนอยุ่ในความทรงจำส่วนลึก แม้วารีจะคือผม และผมคือวารี แล้วด้วยเหตุผลกลใดเธอถึงไม่มาเจอผม เพื่อบอกว่าเธอต้องการให้ผมรู้หรือเจออะไรทั้งๆที่มันเป็นความต้องการของเธอไม่ใช่หรือ

* เสียงร่ำให้ *

เหมือนว่าผมกำลังใกล้จะเป็นบ้าไปแล้ว ผมสับสน ว้าวุ่น และเหน็ดเหนื่อยกับการค้นหาคำตอบที่ไร้ซึ่งคำถาม ผมรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงอาจจะเป็นเพราะผมเคร่งเครียดมากจนเกินไป จนทำให้สมองของผมมันล้า

ผมตัดสินใจทิ้งตัวเองลงบนเก้าอี้สีขาว เพื่อที่จะนั่งหาเวลาคิดสักนิดเพื่อหาคำตอบ

ความคิดของผมมันค่อยๆสงบลง สติของผมเริ่มมีมากขึ้น ผมจ้องมองไปทั่วห้องอีกครั้งเพื่อค้นหาว่ามีสิ่งใดที่จะแปลกออกไป แต่......

ไม่มีจริงๆ ในห้องนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่แปลกออกไป และแล้วสายตาของผมก็มาหยุดลงที่ตู้ลิ้นชักไม้สีขาวเก่าๆใบหนึ่งที่มุมของห้อง ผมค่อยๆยกตัวเองขึ้น แล้วเดินไปที่ตู้ไม้ใบนั้นอย่างเลื่อนลอยก่อน ที่ผมหยุดยืนอยู่ที่ข้างหน้าของมัน

ผมยื่นมืออกไปอย่างช้าๆ จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นจากไม้ที่ผมได้สัมผัสมัน อีกครั้งที่ความสับสนเข้ามาถามไถ่ ผมควรจะเปิดมันออกใหม

และแล้วก่อนที่ผมจะตัดสินใจได้ ผมก็ได้ยินเสียงร่ำให้เบาๆที่ลอยมาตามสายลม ผมกวาดสายตาไปรอบๆเพื่อหาที่มาของเสียง ผมหยุดยืน เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่โสตประสาทจนในที่สุดสมองและความรู้สึกก็ได้บอกผมว่าเสียงนี้มาจากทางหลังบ้าน

ผมหันหลังกลับแล้วสาวเท้าไปที่หน้าต่างหลังห้อง ผมพบว่ามันถูกปิดอยู่ด้วยเพียงแค่ผ้าม่านได้สะบัดชายตามแรงลมเพียงแค่นั้น

ผมกวาดสายตามมองออกไปนอกหน้าต่าง ผ่านความมืดและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ก่อนที่ผมจะพบว่าผมไม่เคยรู้เลยว่า มีสระน้ำอยู่ที่ด้านหลังของบ้านหลังนี้ด้วย แต่นั่นก็คงไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ผมเห็นอยุ่ในแนวป่าข้างริมสระน้ำนั้น

แสงสลัวๆของดวงจันทร์ส่องให้ผมเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่ เธออยู่ในชุดราตรียาวสีขาว ร่ำให้อยุ่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดและเงาจันทร์

เธออยู่ตรงนั้น เธอยืนอยุ่ตรงนั้นจริงๆ ...วารี...

(ภรศิษฐ์ อรรถบลยุคล)

--------------------

เอาหล่ะครับ ถ้าอย่างนั้นเรื่องต่อจากนี้ผมขอติดไว้ก่อนนะครับ แล้วจะมาเล่าต่อในเอนทรี่หน้านะครับ แล้วไว้เจอกันครับ

*** ป.ล. ผมว่าเรื่องนี้มันน่าจะเปลี่ยนชื่อได้แล้วนะ เพราะรู้สึกว่าหลังมันจะไม่ใช่เรื่องของผู้ติดตามคนเดียวแล้วสิ ถ้าอย่างนั้นผมขอเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก ผู้ติดตาม เป็น "ปริศนาแห่งอดีตชาติ" ดีกว่านะครับ