2007/Jun/28

ใครอีกคนหลังเงาจันทร์ (ตอนจบ)

(เรื่องสั้นชุด "มุมสะท้อนของเงารัก")

ผมค่อยๆย่างเท้าลงไปในเรือโดยสารอย่างช้าๆ แล้วเดินตรงไปเลือกที่นั่งทางด้านหลังสุดเพื่อที่ผมจะได้มองเธอได้ถนัด หัวใจที่พองโตของผมมันเปียกปอนไปด้วยความชุ่มชื่นของหวัง ใจผมเต้นเร็วขึ้นทุกๆทีที่เรือโดยสารลำนี้ได้แล่นไปเรื่อยๆยิ่งมันไกล้เข้าไปที่ที่ผมได้เจอกับเธอมากขึ้นเท่าใด ใจผมก็ยิ่งเต้นเร็วมากขึ้นเท่านั้น จนผมไม่สามารถจะบรรยายมันได้เลย

...

ผู้คนมากมายต่างยืนรอที่จะขึ้นเรือกันอย่างสงบอยู่บนโป๊ะเล็กๆที่โคลงเคลงไปเรื่อยๆตามกระแสคลื่น แต่ในใจของฉันมันกลับว้าวุ่นจนบอกไม่ถูก อย่างที่ฉันไม่สามารถที่จะควบคุมหรือสั่งให้มันหยุดได้

ฉันสอดส่ายสายตามมองทอดยาวไปตามลำคลองที่กำลังส่องประกายสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ยามบ่ายอย่างตื่นเต้น

"เมื่อไรนะ ที่เรือจะมาถึงสักที แล้วเขาคนนั้นจะอยู่บนเรือลำนั้นหรือเปล่านะ"

เวลาแต่ละนาที แต่ละวินาทีมันช่างดูยาวนานจนเหมือนเป็นชั่วโมงซะเหลือเกิน ฉันแทบจะทนสะกดความตื่นเต้นภายในใจไว้ไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกต่างๆมันเหมือนจะพลั่งพรูเอ่อล้นออกมาจากอกของแน

...

ผมมองเห็นมันแล้ว ที่ๆผมได้เจอกับเธอในวันนั้น แม้ว่าผมจะเห็นมันอยู่ไกลๆเพียงแค่สุดสายตาเท่านั้นก็ตาม แต่ยิ่งคิดมันยิ่งทำให้ผมอยากที่จะลุกขึ้นไปเร่งให้คนขับเรือช่วยขับให้เร็วขึ้นมาอีกซักหน่อยซะจริงๆ

"ตึก....ๆ....ๆ...ๆ..ๆ.ๆ.ๆๆๆ"

เสียงหัวใจของผมมันยิ่งเต้นขึ้นเร็วทุกทีจนไม่เป็นจังหว่ะเมื่อเรือเริ่มที่จะขยับเข้าไปไกล้ๆโป๊ะนั้นมากยิ่งขึ้น ผมพยายามสอดสายตามองไปทั่วๆโป๊ะอย่างร้อนรน พยายามที่จะมองหาเธอคนนั้นท่ามกลางฝูงคนจำนวนมามกมายที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นที่สีเหลี่ยมเล็กๆที่โคลงเคลงไปมาอยู่บนผิวน้ำ แล้วในที่สุดผมก็มองเห็นเธอ เธอยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ

...

เสียงเครื่องเรือโดยสารค่อยๆดังขึ้นทุกๆที พร้อมกันกับที่ภาพของเรือลำนั้นค่อยขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นอย่างช้าๆ ใช่แล้ววันนี้เรือค่อนข้างที่จะเเล่นช้าซะจริงๆ ฉันจึงยังคงมองเห็นเพียงเงาของมันที่อยู่ไกลๆ ความตื่นเต้นที่ฉันพยายามจะอดกลั้นมันไว้เริ่มที่จะกระตุ้นใหร่างกายของฉันกระโจนออกจากการควบคุมของสมอง เสียงหัวใจสั่นระรัวไม่เป็นจังหวะ แนได้แต่เพียงทำตัวไว้ให้เป็นปรกติแล้วพยายามข่มความรู้สึกทั้งหมดไว้เพียงเท่านั้นเอง

...

จังหวะการก้าวเดินที่สง่างาม กับรูปร่างที่สะอวดสะองและน่าทะนุถนอมของเธอ กำลังก้าวเดินลงมาในเรือโดยสารที่แออัดไปด้วยผู้คนมากมายอย่างสวยงาม เธอทำให้ผมไม่สามารถที่จะละสายตาไปจากเรือนกายและความงามของเธอได้เลย ความสับสนในใจเริ่มที่จะเกิดขึ้นตามมา

"ผมควรที่จะทำเช่นไร จะปล่อยเธอไปแล้วได้เพียงแค่แอบมองเธออยู่อย่างนี้ หรือผมควรที่จะเข้าไปคุยกับเธอดีกันนะ"

คำถามนี้มันยากเกินที่หัวใจไร้สติของผมจะค้นหาคำตอบได้จริงๆ ยิ่งคิดก็เหมือนยิ่งสร้างความสับสนและความประหม่าให้รุนแรงขึ้นเช่นกัน

...

ฉันไม่ได้กำลังตาฝาดใช่ใหม เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆชายในฝันของฉัน ฉันอ้อนวอนและสวดภาวนาอยู่ภายใจหัวใจที่สั่นไหวของฉันให้เขาเข้ามาคุยกับฉัน ให้เขากำลังสนใจฉัน เพราะว่าฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเพียงความคิดเข้าข้างตัวเองของฉันหรือเปล่า แต่ฉันรู้สึกว่าเขาเองก็สนใจฉันเช่นกัน

...

เส้นทางของสองข้างทางริมฝั่งคลองที่เรือลำนี้แล่นผ่านมันเหมือนกับว่าไม่ได้เข้ามาสู่สายตาขิงผมเลยสักนิดเดียว ไม่รู้ว่านานเท่าไดแล้วที่ผมได้แต่เพียงมองความสวยงามของเธออยู่ตรงนี้ พร้อมๆกับความสับสนของสองทางเลือกที่กำลังรุมเร้าอยู่ภายในใจของผม

และแล้วในขณะที่ผมกำลังรบกับความคิดของผมเองอยู่ท่ามกลางสนามรบของความคิดในหัวสมองของผม ผมก็เห็นว่าเธอกำลังที่จะเดินขึ้นจากเรือ นี่คงถึงบ้านเธอแล้วสิ แต่ก่อนที่ผมจะทันได้คิดอะไรต่อ ร่างกายของผมมันก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินแหวกผู้คนที่แอบอัดในเรือตามเธอขึ้นไปเช่นกัน ก่อนที่สมองของผมมันจะทันได้สั่งการซะอีก

...

แม้ว่าฉันจะไม่ได้กำลังมองเขาอยู่ก็ตาม แต่ฉันเองก็คงไม่กล้าที่จะปฎิเศษว่าฉันเองก็กำลังแอบมองเขาอยุ่ตลอดเวลาจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังเดินตามฉันมาจริงๆ ฉันหันหลังกลับไปมองทางด้านหลังอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ และแล้ว....

...

เธอหันมาพอดี สายตาของเราทั้งสองคนประสานกันในทันที ผมได้แต่นิ่งไปชั่วขณะเหมือนรูปปั้นที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณเพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ ผมจ้องมองลึกลงไปในแววตากลมโตที่ส่องประกายของเธอ มันช่างสวยงามมากเหลือเกินเมื่อได้เห็นมันชัดๆเช่นนี้ ยิ่งมองลึกลงไปผมยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าผมจะมองไม่เห็นความหวาดกลัวแฝงไว้ในแววตาของเธอเลยซักเพียงนิดเดียว ผมเห็นเพียงแววตาที่อ่อนโยนของเธอที่สะท้อนภาพของผมอยู่ในแววตาคู่นั้น

...

แววตาของเขานั้นส่องประกายของความอบอุ่นผสมปนเปกับความประหม่าและเขิลอายอัดแน่นเต็มไปหมด ยิ่งฉันมองลึกลงไปในแววตาของชายผู้นี้ ฉันยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าฉันจะถูกสายตาที่อบอุ่นคู่นั้นสะกดเอาไว้มากยิ่งขึ้น

...

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้สักที แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี ผมไม่รู้ว่าจะพูดคำใดกับเธอดี แม้เพียงจะกล่าวคำสวัสดีมันก็ช่างยากยิ่ง ริมฝีปากของผมมันกลับหนักขึ้นมาอย่างกระทันหัน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกอย่างนี้ ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าการพูดสวัสดีมันจะยากเย็นได้ถึงขนาดนี้

...

"เอ่อ.........สวัดีครับ"

นี่เป้นคำแรกที่เขาพูดกับฉัน ในใจของฉันมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มให้เป็นคำตอบเท่านั้น

...

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องทั้งหมดมันเป้นไงมาไง ผมไม่สามารถที่จะจับต้นชนปลายเหตุการณ์ทั้งหมดได้ถูก แต่เมื่อสติของผมกลับมาผมก็พบว่าเราสองคนกำลังนั่งกันอยู่ที่มุมๆหนึ่งในร้านอาหารหรูหราที่ไร้ผู้คน มีเพียงเราสองคนเท่านั้นใต้เเสงเทียน ในตอนนี้เพียงสิ่งเดียวที่ผมรับรู้ได้จากการพูดคุยกับเธอคือ เสียงหวานๆของเธอและชื่อของเธอเพียงเท่านั้นเอง "อาทิตยา"

...

เขาเป็นคนที่คุยไม่ค่อยเก่งและยังขี้อายมากกว่าฉันซะอีก แต่มันยิ่งทำให้ฉันชอบเขามากขึ้น ผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ "เมฆา" ยิ่งคุยกันเราก็ยิ่งรู้สึกผูกพันธ์กันมากขึ้นคล้ายๆกับว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนจริงๆ หรือว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา

ในความผูกพันที่ก่อร่างสร้างตัวเหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆนั้น ฉันยิ่งรู้สึกโหยหาที่จะได้ไออุ่นจากร่างกายของเขามากขึ้นเป็นทวีคูณ

...

"เมฆาคะ ไปส่งฉันที่บ้านได้ใหมคะ" คำๆนี้ทำให้ผมตกใจจนสติแทบจะวิ่งเตลิดออกจากร่างกายไปชั่วขณะ ผมไม่กล้าที่จะคิดอะไรให้เลยเถิดไปไกลมากนัก เพราะผมเองกลัวว่ามันจะกลายเป็นเพียงแค่ความคิดเข้าข้างตัวเองของผมเอง ผมไม่กล้าที่จะเอ่ยปากตอบเธอไป ผมจึงทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบเท่านั้นเอง

แต่อย่างน้อยผมก็เห้นเธอยิ้มให้กับผม แน่นอนว่าผมคงไม่ได้กำลังคิดไปเอง

...

แม้ว่าเขาจะเขิลจนตัวฉันรู้สึกได้ว่าตัวเขาสั่นบ้างเป้นบางทีในตอนที่เราเดินจูงมือกันกลับมาด้วยกัน

"เมฆาคะ เข้าไปทานน้ำในห้องก่อนใหมคะ คุณคงเหนื่อย ดูสิเหงื่อท่วมตัวเชียว........ฮิๆ"

เขาพยักหน้าเป้นคำตอบให้ฉันเพียงเบาๆ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอาย ฉันจึงเดินจูงมือเขาเข้าไปภายในห้อง

"คุณนั่งรออยุ่ตรงนี้สักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำเย็นๆมาให้ดื่มนะคะ"

...

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมจริงๆที่นั่งอยู่บนเตียงของผู้หญิงในห้องเพียงสองต่อสอง ผมรู้สึกตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกจนผมรู้สึกได้เลยว่าตัวของผมเองมันกำลังสั่น

"น้ำค่ะ"

เธอเดินเข้ามาไกล้ๆพร้อมน้ำหนึ่งแก้วในมือของเธอ ภายใต้แสงไฟสีส้มนวล มันยิ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์และเย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่กล้าที่มองสบสายตากับเธอตรงๆ ผมได้เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น แม้แต่ตอนที่กล่าวคำของคุณ

"ขอบคุณครั......"

แต่ก่อนที่ผมจะทันได้พูดจบ ริมฝีปากของผมก็ถูกเธอปิดไว้ด้วยริมฝีปากนุ่มๆของเธอไปแล้ว ในที่สุดผมก็ไม่สามารถที่จะห้ามตัวเองได้อีกต่อไป ผมได้แต่เพียงปล่อยให้ร่างกายของผมได้ทำไปตามอารมณ์เท่านั้นเอง

...

ความอบอุ่นจากร่างกายที่เปล่าเปลือยของเขาแทรกซึมผ่านเข้าไปในร่างกายของฉันผ่านมือและแขนคู่นั้นที่กำลังโอบกอดร่างกายของฉันไว้อย่างนุ่มนวล

อารมณ์นำพาร่างกายของฉันให้เคลิบเคลิ้มและตอบสนองต่อทุกจังหวะขิงเพลงรักที่เขาบรรเลงอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน

...

ผมยังคงดำนเนบทเพลงแห่งอารมณ์ไปตามความเคลิบเคล้มและความต้องการของอารมณ์ที่ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกๆที ผมไม่สามารถที่จะปลีกตัวเองออกจากร่างกายเปล่าเปลือยที่อ่อนนุ่มของเธอได้เลย

แล้วบทเพลงแห่งความรักของเราก็ยังงดำเนินต่อไปอย่างนั้น

...

เมื่อบทโหมโรงแห่งกามอารมณ์ของเราสิ้นสุดลง ฉันยิ่งรู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่ของฉันมากยิ่งขึ้น อ้อมกอดที่อบอุ่น ไอรักที่แผ่นซ่าน และความสุขที่ฉันได้รับจากเขามันมากเกินกว่าที่ฉันจะบรรยายได้หมดจริงๆ

...

แม้ร่างกายของผมจะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตาม แต่ในใจของผมมันกลับอิ่มเอิบไปด้วยความสุข ตรงข้ามกับร่างกายที่อ่อนเพลียของผมอย่างสิ้นเชิง

"เมฆาคะ อาบน้ำกันใหมคะ"

เมื่อเธอพูดจบ เธอก็นำพาร่างกายที่เปล่าเปลือของเธอลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกไปแล้วหายลับเข้าไปในห้องห้องน้ำ แต่สัมผัสที่เนียนนุ่มของเธอก็ยังคงไม่จางหายไปจากร่างกายของผมเลยแม้เพียงนิด

ผมตัดสินใจลุกขึ้นแล้วนำพาร่างที่เปล่าเปลือยไร้ซึ่งอาภรณ์เดินตามเธอไป

"ปั้ก....ตุ้บ."

ผมนี่ช่างซุ่มซ่ามจริงๆ หรือเพราะสติของผมมันยังคงวนเวียนอยู่ในช่วงเวลาของบทโหมโรงห่งความรักของสองเรากันแน่ ผมถึงได้เดินชนเข้ากับโต๊ะตรงหัวนอน ผมก้มลงมองที่พื้น กระเป๋าเงินที่ทำด้วยหนังสีแดงใบหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น มันคงหล่นมาจากโต๊ะตอนที่ผมเข้าไปชนมันแน่ๆ

เสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นจากในห้องน้ำเหมือนกับจะเร่งให้ผมยิ่งรีบมากยิ่งขึ้น ผมหันหลังไปมองทางห้องน้ำอีกครั้ง

"เดี๋ยวผมเข้าไปนะ"

ผมตะโกนบอกเธอ แวบหนึ่งที่ผมเผลอคิดภาพของเธอที่กำลังเปล่าเปลือยและเปียกปอนภายใต้สายน้ำจากฝักบัว อีกครั้งที่มันกระตุ้นความต้องการของผมให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ผมรีบก้มลงเก็บกระเป๋าที่ตกอยู่ แต่ก็เพราะผมรีบร้อนมากเกินไปจริงๆ ผมเก็บกระเป๋าขึ้นมาแต่ก็ทำให้บางอย่างในกระเป๋าร่วงออกมาที่พื้นอีก แต่แล้วเมื่อผมมองมันชัดๆผมก็เห็นว่าสิ่งที่หล่นมานั้นคือบัตรประชาชน รูปในบัตรดูแล้วคล้ายเธอมาก แต่ว่าผมสั้น แต่แล้วสติของผมก็แทบจะแตกสลายเมื่อผมมองดูแล้วพบว่าชื่อนั้นเขียนว่า "นาย อาทิตย์ ชุมแสง"

------ The end ----

***

ก็จบแล้วนะครับเรื่องนี้อิๆ เพื่อนคิดอย่างไรก็บอกกันได้นะครับ แล้วก็ขอโทษนะครับที่ทิ้งไว้ซะนานพอดีผมมีความจำเป็นต้องห่ายไปซักพัก(แต่นานจัง)แล้วต่อไปผมจะพยายามอัพบ่อยๆนะครับ แล้วเจอกันใหม่เอนทรี่หน้าครับ