2007/Aug/03

Chapter 2

บทโหมโรงแห่งความสยอง

กรี๊................................ด

เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนดังขึ้นจากที่ใดสักแห่ง... รอบๆที่ๆพวกกลุ่มเด็กวัยรุ่นกำลังยืนถกเถียงกันอยู่ เสียงกรีดร้องที่แสดงถึงความเจ็บปวด และทรมาน อย่างแสนสาหัส ดังก้องสะท้อนอย่างน่าขนลุกไปทั่วทั้งบริเวณป่าที่อยู่ลึกเข้ามากลางหุบเขานี้ ความรู้สึกที่น่าพรั่นพรึงเข้ามาพร้อมกับเสียงโหยหวนนี้เองที่ทำให้บทสนทนาของพวกเขาทั้ง 3 คนต้องเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความเงียบเชียบเท่านั้น

เฮ้ย......! อะไรวะนั่น

น้ำเสียงของสิงห์สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตกใจ ผสมผสานกับความหวาดกลัวที่แวบเข้ามาเมื่อเสียงโหมโรงที่น่าพรั่นพรึงนี้ดังขึ้น ทั้ง 3 คนต่างหันมองออกไปรอบๆตัวของพวกเขาเพื่อที่จะค้นหาต้นตอของเสียงตามสัญชาติญาณของพวกเขาเอง แม้ว่าดวงตาทุกคู่ของพวกเขานั้นจะยังคงฉายแววของความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆในจิตใจ

เชี่ยเอ๊ย.............น่ากลัวโครตๆเลยหว่ะ

มนต์เริ่มพูดขึ้นบ้างด้วยอาการที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงการข่มความรู้สึกวิตกและหวาดกลัวไว้ภายในหลังจากที่เสียงหวีดร้องนั้นสงบลง ก่อนที่เด็กหนุ่มทั้ง 3 คนจะได้เพียงแค่มองหน้ากันเหรอหรา เหมือนกับว่าคำตอบของความสงสัยเหล่านั้นจะถูกจารึกไว้อยู่บนใบหน้าของสักคน

เสียงเมื่อตะกี้นี้มัน...............ข้าไม่ชอบเลยหว่ะ

มนต์พูดแทรกขึ้นมาท่ามกลางบทสนทนาแห่งความเงียบของทั้ง 3 คน ทำให้สายตาของทั้ง สิงห์ และ โอม ต่างจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของมนต์เป็นจุดๆเดียวกัน เพื่อที่จะคอยฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป

.........จะข่มขืนกันทั้งทีก็ไม่ยอมเรียกข้าไปร่วมแจมด้วย แล้วดูเด่ะ ผู้หญิงร้องซะขนาดนั้นก็แสดงว่า..........

แต่ยังไม่ทันที่มนต์จะได้เล่นมุขปัญญาอ่อนของตัวเองจบ โอมก็ตัดบทแทรกขึ้นมาทันที

ไอ้บ้า ! แถวนี้ไม่มีใครคนอื่นอยู่เลยนะว้อย มีแค่เพียงพวกเรา แต่........ช่างมันเถอะมันอาจจะเป็นแค่เสียงนก หรือเสียงสัตว์ป่าแถวๆนี้สักตัวแหล่ะ.

สีหน้าของมนต์แสดงความผิดหวังเล็กน้อยพร้อมๆกับก้มหน้าทำคอตก

ข้าว่านะเรารีบเข้าบ้านกันเถอะ

เออ ดี เห็นด้วยเลยหว่ะ ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว หวังว่าเตียงที่นี่คงจะนิ่มนะ

สิงห์เออออเห็นด้วยกับคำพูดของโอม ทั้งสองคนต่างพากันเดินไปที่กองสัมภาระกองใหญ่ที่ถูกวางไว้อยู่ทางด้านหลังของพวกเขาหลังจากที่รถได้จากไปแล้ว ทิ้งให้มนต์ต้องเดินคอตกตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขารู้สึกผิดหวังอย่างมากที่ถูกโอมขัดจังหวะการยิงมุขเด็ดองเขาให้จบ

..........

เวลาผ่านไปไม่นานนัก พวกเขาทั้ง 3 คนต่างก็ลืมที่จะนึกถึงเสียงหวีดร้องที่ได้ยินเมื่อสักครู่ไปซะสนิท เพราะความอ่อนเพลียจากการหอบหิ้วสัมภาระของทั้งตัวเอง กับบรรดาผัก และเนื้อจำนวนมากมายที่จะต้องเป็นอาหารให้พวกเขากินปะทังชีวิตในช่วงอาทิตย์แรกของการอยู่ที่นี่

พวกเขาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม้เก่าแก่บานใหญ่ของคฤหาสน์ เพราะบรรยากาศที่เห็นอยู่เบื้องหน้า มันทำให้พวกเขาคล้ายกับถูกสะกดสายตาให้จับจ้องอยู่กับความสวยงามผสานกับความเก่าแก่ของบานประตูไม้ เมื่อได้เข้ามามองดูคฤหาสน์หลังนี้จากที่ใกล้ๆ พวกเขาก็ยิ่งประหลาดใจมากยิ่งขึ้น มันดูน่ากลัวกว่าที่เห็นจากนอกรั้วเสียอีก กำแพงสีเทาหม่นๆและเถาวัลย์สีเขียวจำนวนมาก รวมทั้งหยากไย่จำนวนมากมายที่เกาะติดอยู่ตามร่องประตูให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามันถูกทิ้งให้รกร้างมาสัก 100 ปีได้ มันทำให้พวกเขาคิดถึงบรรยากาศของบ้านผีสิงที่เห็นได้ในหนังฝรั่งเกรด A บ่อยๆ

สายลมเอื่อยๆที่พัดพากลิ่นดินและกลิ่นของต้นไม้ได้หอบหิ้วกลิ่นของความเก่าแก่ผสานกับความรู้สึกแปลกๆมาสู่คนทั้ง 3 รุนแรงยิ่งขึ้นในทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้ตัวคฤหาสน์มากยิ่งขึ้น

หวังว่าที่นี่คงจะไม่มีผีนะ........ฮ่าๆๆ

มนต์พูดขึ้นมาก่อนที่จะเงียบลงเพราะทั้งโอมและสิงห์ต่างส่งสายตาที่เขียวปั้ดจ้องเขม็งมาทางเขา

ป่ะ เราเข้าไปกันเถอะ

.

มนต์ทิ้งตัวลงบนโซฟาที่ดูหรูหนาและเก่าแก่ในห้องโถง หลังจากที่ได้เก็บของเข้าไปในครัวจนหมดเรียบร้อยแล้ว พร้อมๆกับที่ สิงห์ และ โอม ค่อยๆเดินตามออกมาจากครัวหลังจากยัดอาหารสดทุกอย่างเข้าไปในตู้เย็นซึ่งใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟเสร็จเรียบร้อย

เหนื่อย ชิบเป้งเลยหว่ะ

มนต์พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดช่วงเพราะยังคงไม่หายจากอาการเหนื่อยหอบ

นั่นสิ ทำไมตาลุงนั่นถึงไม่ยอมเอารถเข้ามาส่งเราให้ถึงตัวบ้านซะตั้งแต่ทีแรกฟะ รู้ใหมเนี่ยว่ามันเหนื่อย

สิงห์ทิ้งตัวลงอย่างแรงบนโซฟาอีกตัวข้างๆมนต์ที่นอนหมดสภาพเหมือนกับเด็กที่โดนรุมสกัมมาหมาดๆ ผิดกับขามาอย่างสิ้นเชิง มนต์เป็นคนตลก รักสนุก และมีอารมณ์ขัน แต่สภาพของทั้งมนต์และสิงห์ในตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่าตรงกันข้าม

ทั้งคู่นอนหงายพังพาบอยู่บนโซฟาเก่าแก่นั้น ทั้งๆที่หน้าอกยังกระเพิ่มขึ้นลงอย่างรวดเร็วเพราะยังคงไม่หายจากอาการเหนื่อยหอบ โอมหย่อนตัวลงนั่งบนพนักโซฟาตัวที่มนต์นอนอยู่แล้วเหม่อมองดูรอบๆห้องซักพักก่อนที่จะพูดขึ้นอีกรั้ง

เราพักเหนื่อยกันก่อนแล้วกัน สักพักเราค่อยมาว่ากันต่ออีกที

โอมหันหน้าไปมองดูเพื่อนทั้ง 2 ที่อาการหอบเริ่มลดเหลือน้อยลงแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ภาพของชายวัยกลางคน 2 คนที่เขามองเห็นในสวนก็ยังคงวนเวียนเข้ามาสะกิดต่อมสงสัยของเขาอยู่เรื่อยๆ เขากล้าสาบานได้เลยว่าเขาเห็นจริงๆ ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม

หลังจากที่เขาได้นั่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ๆ เขาก็ตัดสินใจได้ว่าเขาจะต้องลองเดินไปดูที่สวนอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ให้รู้ว่า เขากับตาลุงนั่น ใครกันแน่ที่โกหก

เฮ้ย ! ... ไอ้มนต์ ไอ้สิงห์ ข้าว่านะ ข้าจะ.............

โอมหันไปมองเพื่อนทั้ง 2 ที่เคยนอนหอบอยู่ตรงนั้น แต่บัดนี้ทั้ง 2 คนได้หลับไปแล้วเพ